เงินกู้ยืมกรรมการ บันทึกบัญชี ภาพสเก็ตช์เส้นดำพื้นเทาอ่อน พร้อมสัญญากู้ยืมและเครื่องคิดเลขที่ปุ่มบวกสีเหลือง

เงินกู้ยืมกรรมการ บันทึกบัญชีอย่างไร บริษัทกู้หรือกรรมการกู้

เงินกู้ยืมกรรมการ บันทึกบัญชีอย่างไร? ก่อนเลือกบัญชีเดบิตหรือเครดิต ต้องตอบให้ได้ก่อนว่าใครเป็นผู้ให้กู้ หากกรรมการโอนเงินให้บริษัท บริษัทมีหนี้สิน แต่หากบริษัทโอนเงินให้กรรมการกู้ บริษัทมีสินทรัพย์ การใช้ชื่อบัญชีสลับกันทำให้อ่านฐานะการเงินผิด และอาจทำให้คำนวณดอกเบี้ยหรือภาษีผิดตามไปด้วย

บทความนี้อธิบายจากมุมของบริษัท ใช้ตัวเลขสมมติเพื่อแสดงหลักบัญชีคู่สำหรับเงินกู้ทั่วไป ไม่ใช่ข้อมูลของลูกค้าจริง กิจการต้องพิจารณาสัญญาและมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่ตนถือปฏิบัติ โดยเฉพาะสัญญาระยะยาว ดอกเบี้ยต่ำผิดปกติ หรือมีเงื่อนไขพิเศษ

เงินกู้ยืมกรรมการ มี 2 กรณีที่ต้องแยกกัน

เงินเคลื่อนจากใครไปใครบัญชีของบริษัทประเภท
กรรมการให้บริษัทกู้เงินกู้ยืมจากกรรมการหนี้สิน
บริษัทให้กรรมการกู้เงินให้กู้ยืมแก่กรรมการสินทรัพย์

เงินต้นที่บริษัทกู้มาไม่ใช่รายได้จากการขาย และเงินต้นที่บริษัทให้กู้ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน ส่วนดอกเบี้ยต้องบันทึกแยกจากเงินต้น ชื่อบัญชีอาจต่างกันตามผังบัญชี แต่ต้องสื่อความหมายให้ถูกด้าน

กรณีที่ 1: กรรมการให้บริษัทกู้ บันทึกบัญชีอย่างไร?

สมมติกรรมการโอนเงินเข้าบัญชีบริษัท 300,000 บาท เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน บริษัทตกลงว่าจะคืนเงินตามสัญญา จึงบันทึกเมื่อได้รับเงินจริงดังนี้

รายการบัญชีเดบิต (บาท)เครดิต (บาท)
เงินฝากธนาคาร300,000—
เงินกู้ยืมจากกรรมการ—300,000

เมื่อบริษัทคืนเงินต้นบางส่วน 100,000 บาท ให้ลดหนี้สิน ไม่บันทึกเป็นค่าใช้จ่าย

รายการบัญชีเดบิต (บาท)เครดิต (บาท)
เงินกู้ยืมจากกรรมการ100,000—
เงินฝากธนาคาร—100,000

หลังคืนเงินต้น ยอดเงินกู้คงเหลือ 200,000 บาท ควรตรงกับทะเบียนเงินกู้ รายการเดินบัญชีธนาคาร และยอดที่กรรมการยืนยัน

หลักการรับเงินกู้และแยกดอกเบี้ยอ้างอิงจาก OpenStax: การบันทึกเงินกู้และดอกเบี้ยค้างจ่าย โดยตัวเลขข้างต้นจัดทำขึ้นใหม่สำหรับบทความนี้

ดอกเบี้ยเงินกู้กรรมการ และภาษีหัก ณ ที่จ่าย

ใช้ตัวอย่างแยกจากการคืนเงินต้นข้างต้น: บริษัทกู้ 300,000 บาทตลอด 1 เดือน อัตราดอกเบี้ยตามสัญญา 5% ต่อปี และกำหนดให้คิดแบบ 1/12 ปี ดอกเบี้ยเท่ากับ 300,000 × 5% × 1/12 = 1,250 บาท อัตรา 5% เป็นเพียงสมมติฐาน ไม่ใช่อัตราบังคับหรือข้อสรุปว่าเป็นราคาตลาดทุกกรณี หากสัญญาคิดตามจำนวนวัน ให้ใช้จำนวนวันและฐานปีตามสัญญา

เมื่อสิ้นเดือนยังไม่ได้จ่ายดอกเบี้ย

รายการบัญชีเดบิต (บาท)เครดิต (บาท)
ดอกเบี้ยจ่าย1,250—
ดอกเบี้ยค้างจ่าย—1,250

ตัวอย่างนี้เป็นเงินกู้เพื่อดำเนินงานทั่วไป หากกู้เพื่อสร้างสินทรัพย์ที่เข้าเงื่อนไข ต้องพิจารณาต้นทุนการกู้ยืมตามมาตรฐานที่ใช้ ไม่ถือว่าดอกเบี้ยทั้งหมดเป็นค่าใช้จ่ายทันทีเสมอไป ดู TFRS for NPAEs บทที่ 13 เรื่องต้นทุนการกู้ยืม

เมื่อจ่ายดอกเบี้ยให้กรรมการบุคคลธรรมดาในประเทศไทย

กรณีทั่วไปที่บริษัทจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ให้บุคคลธรรมดา บริษัทหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ของดอกเบี้ย ตาม ข้อหารือกรมสรรพากร กค 0702/1441 ตัวอย่างนี้หัก 187.50 บาท จึงโอนสุทธิให้กรรมการ 1,062.50 บาท

รายการบัญชีเดบิต (บาท)เครดิต (บาท)
ดอกเบี้ยค้างจ่าย1,250.00—
เงินฝากธนาคาร—1,062.50
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย—187.50

เมื่อนำส่งภาษี ให้เดบิตภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย 187.50 บาท และเครดิตเงินฝากธนาคาร 187.50 บาท บริษัทต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งด้วยแบบที่ถูกต้อง โดยดอกเบี้ยตามมาตรา 40(4)(ก) ของบุคคลธรรมดาอยู่ในระบบ ภ.ง.ด.2 ของกรมสรรพากร ตรวจวันครบกำหนดตามช่องทางยื่นและประกาศที่ใช้ในงวดนั้น

อย่าหักภาษีจากเงินต้นที่คืน และอย่าบันทึกดอกเบี้ยจ่ายซ้ำ หากได้ตั้งดอกเบี้ยค้างจ่ายไว้แล้ว ตัวอย่างนี้ไม่ได้ครอบคลุมผู้ให้กู้ที่เป็นนิติบุคคลหรือผู้รับเงินในต่างประเทศ

กรณีที่ 2: บริษัทให้กรรมการกู้ บันทึกบัญชีอย่างไร?

สมมติบริษัทให้กรรมการกู้ 100,000 บาทและโอนเงินจริง บริษัทบันทึกเป็นเงินให้กู้ยืมซึ่งเป็นสินทรัพย์

รายการบัญชีเดบิต (บาท)เครดิต (บาท)
เงินให้กู้ยืมแก่กรรมการ100,000—
เงินฝากธนาคาร—100,000

เมื่อได้รับคืนเงินต้น 20,000 บาท ให้บันทึกกลับด้านดังนี้

รายการบัญชีเดบิต (บาท)เครดิต (บาท)
เงินฝากธนาคาร20,000—
เงินให้กู้ยืมแก่กรรมการ—20,000

ดอกเบี้ยที่บริษัทมีสิทธิได้รับต้องแยกจากเงินต้น เช่น ดอกเบี้ยของงวด 500 บาทที่ยังไม่ได้รับ ให้เดบิตดอกเบี้ยค้างรับ 500 บาท และเครดิตรายได้ดอกเบี้ย 500 บาท เมื่อรับเงินจึงล้างดอกเบี้ยค้างรับ โดยประเมินการรับรู้รายได้และการเรียกเก็บได้ตามมาตรฐานที่กิจการใช้

ให้กรรมการกู้โดยไม่คิดดอกเบี้ยได้หรือไม่?

ต้องพิจารณาภาษีแยกจากรายการบัญชี หากบริษัทให้กู้โดยไม่คิดดอกเบี้ย หรือคิดต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินดอกเบี้ยตามราคาตลาดตาม มาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร จึงไม่ควรใช้เหตุผลเพียงว่าเป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้นแล้วสรุปว่าไม่มีภาระภาษี

ดอกเบี้ยจากการให้กู้อาจมีภาษีธุรกิจเฉพาะด้วย ต้องตรวจลักษณะธุรกรรมและข้อยกเว้น ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะภาษีเงินได้นิติบุคคล ดูแนววินิจฉัย กรมสรรพากร กค 0811/16321 ซึ่งแยกประเด็นดอกเบี้ยต่ำกว่าตลาดและภาษีธุรกิจเฉพาะไว้ต่างหาก

เอกสารอะไรควรมีสำหรับเงินกู้ยืมกรรมการ?

  • สัญญาระบุผู้กู้ ผู้ให้กู้ จำนวนเงิน วันที่รับเงิน อัตราดอกเบี้ย วิธีคำนวณ และกำหนดชำระ
  • หลักฐานโอนเงินจริงและรายการเดินบัญชีของบริษัท
  • หลักฐานอนุมัติตามอำนาจของบริษัท และเอกสารประกอบเหตุผลของธุรกรรม
  • ตารางเงินต้นคงเหลือ ดอกเบี้ย และการรับหรือจ่ายชำระแต่ละครั้ง แยกรายกรรมการ
  • หนังสือยืนยันยอด และเอกสารภาษีที่เกี่ยวข้อง

ตราสารกู้ยืมเงินมีอากรแสตมป์ตามบัญชีอัตราอากร ลักษณะ 5 อัตรา 1 บาทต่อยอด 2,000 บาทหรือเศษของ 2,000 บาท สูงสุด 10,000 บาท โดยผู้ให้กู้เป็นผู้มีหน้าที่เสียอากร เช่น ยอดกู้ 300,000 บาท คำนวณอากรได้ 150 บาท ทั้งนี้ต้องตรวจรูปแบบตราสาร วิธีชำระและกำหนดเวลาที่ใช้กับกรณีของตน อ้างอิง บัญชีอัตราอากรแสตมป์ กรมสรรพากร และ วิธีการเสียอากร

จุดที่ควรตรวจทุกเดือนก่อนปิดบัญชี

  • เงินกู้ต้องเกิดขึ้นจริง: ไม่ใช้บัญชีกรรมการเป็นยอดอุดส่วนต่างเงินสดโดยไม่มีหลักฐาน
  • แยกเงินกู้กับทุน: เงินที่ผู้ถือหุ้นนำเข้าบริษัทอาจเป็นค่าหุ้น เงินกู้ หรือเงินสำรองจ่าย ต้องดูข้อตกลงและเอกสาร
  • สำรองจ่ายไม่เท่ากับเงินกู้เสมอ: หากกรรมการจ่ายค่าใช้จ่ายแทนบริษัท ให้บันทึกสินทรัพย์หรือค่าใช้จ่ายตามรายการจริงและเจ้าหนี้กรรมการตามข้อเท็จจริง ไม่สร้างรายการรับเงินสดที่ไม่ได้เกิดขึ้น
  • ดอกเบี้ยไม่เท่ากับรายจ่ายภาษีที่หักได้เสมอ: ตรวจความเกี่ยวข้องกับกิจการและเงื่อนไขมาตรา 65 ตรี โดยเฉพาะกรณีผู้ให้กู้ยังค้างชำระค่าหุ้น ดู ข้อหารือ กค 0706/7680
  • ตรวจการนำเสนองบ: พิจารณากำหนดชำระและสิทธิ ณ วันสิ้นงวดเพื่อจัดประเภทหมุนเวียนหรือไม่หมุนเวียน รวมถึงการเปิดเผยรายการที่เกี่ยวข้องตามมาตรฐานที่ใช้

หัวใจของการบันทึกเงินกู้ยืมกรรมการ คือแยกผู้กู้กับผู้ให้กู้ให้ถูก บันทึกตามเงินและภาระผูกพันที่เกิดขึ้นจริง แล้วแยกเงินต้น ดอกเบี้ย และภาษีออกจากกัน หากต้องการให้ช่วยตรวจยอดบัญชีและเอกสาร สามารถดู บริการทำบัญชีรายเดือน หรือ ติดต่อคุณจ๋าเพื่อปรึกษางานบัญชี

อ่านต่อ: ตัวอย่างงบการเงินร้านอาหารและความต่างระหว่างกำไรกับเงินสด

แหล่งอ้างอิง

  1. สภาวิชาชีพบัญชี: TFRS for NPAEs (ปรับปรุง 2565)
  2. OpenStax: Analyze, Journalize, and Report Current Liabilities
  3. กรมสรรพากร กค 0702/1441: ภาษีดอกเบี้ยเงินกู้จากบุคคลธรรมดา
  4. ประมวลรัษฎากร มาตรา 65–76
  5. กรมสรรพากร กค 0811/16321: ดอกเบี้ยต่ำกว่าตลาดและภาษีธุรกิจเฉพาะ
  6. กรมสรรพากร: บัญชีอัตราอากรแสตมป์

ตรวจสอบแหล่งข้อมูลวันที่ 13 ตุลาคม 2569 ตัวอย่างจัดทำเพื่ออธิบายหลักการ ไม่ใช่อัตราหรือวิธีปฏิบัติที่ใช้ได้กับสัญญาทุกประเภท

How useful was this post?

Click on a star to rate it!

Average rating 5 / 5. Vote count: 1

No votes so far! Be the first to rate this post.

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Scroll to Top